บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

บทเรียน access



ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) คือ โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล มีตารางเก็บข้อมูลและสร้างแบบสอบถามได้ง่าย มีวัตถุคอนโทลให้เรียกใช้ในรายงานและฟอร์ม สร้างมาโครและโมดูลด้วยภาษาเบสิก เพื่อประมวลผลตามหลักภาษาโครงสร้าง สามารถใช้โปรแกรมนี้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลให้โปรแกรมจากภายนอกเรียกใช้ก็ ได้
ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) ต่างกับ วิชวลเบสิก (Visual Basic) หรือ
วิชวลเบสิกดอทเน็ต (Visual Basic .Net) เพราะ วิชวลเบสิกไม่มีส่วนเก็บข้อมูลในตนเอง แต่สามารถพัฒนาโปรแกรมได้หลากหลาย เช่น พัฒนาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ โปรแกรมประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ เกมส์ หรือเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลภายนอก เป็นภาษาที่เหมาะกับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application) ส่วนไมโครซอฟท์แอคเซสเหมาะสำหรับนักพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ไม่ต้องการโปรแกรม ที่ซับซ้อน ความสามารถของโปรแกรมที่สำคัญคือสร้างตาราง แบบสอบถาม ฟอร์ม หรือรายงานในแฟ้มเดียวกันได้ ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานและวิซซาร์ดจึงอำนวยให้พัฒนาโปรแกรมให้แล้วเสร็จได้ใน เวลาอันสั้น มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอย่างครบถ้วน 




ตอนที่ 1 : หัดสร้างตาราง และใช้งาน
ตอน 1.1 : 2 table อย่างง่าย : เพราะจุดเริ่มต้นของ Access คือการเก็บข้อมูล
ตอน 1.2 : 2 query อย่างง่าย : เรื่องนี้จะช่วยให้การเรียกข้อมูลง่ายดังใจนึก
ตอน 1.3 : สร้าง เพิ่มอีก 6 table : เพื่อฝึกฝน และย้ำความเป็นระบบฐานข้อมูลให้ชัดเจนขึ้น
ตอนที่ 2 : เริ่มโปรแกรมเบื้องต้น
ตอน 2.1 : เขียน Module #1 : ใช้ประสบการณ์เดิมศึกษาการคำนวณตามทฤษฎีของการโปรแกรมโครงสร้าง
ตอน 2.2 : เขียน Module #2 : ศึกษาการใช้ ฟังก์ชันพิเศษอื่น ร่วมในการเขียนโปรแกรม
ตอน 2.3 : เขียน Module #3 : ศึกษาการทำซ้ำซ้อนกัน .. อาจยากที่สุด แต่บริษัทต่าง ๆ ชอบใช้วัดคนเข้าทำงาน
ตอน 2.4 : เขียน Module #4 : ศึกษาวิธีการเลือกข้อมูลมาใช้ด้วย if หรือ select
ตอน 2.5 : เขียน Module #9 : หาอายุ และเปลี่ยนปีไทย เป็นฝรั่ง (ศึกษาจากกรณีของชุติกร)
ตอนที่ 3 : เรียนรู้ sql เพื่อจะได้ประยุกต์ใช้ต่อไป
:: หัวข้อนี้อาจลึกไปสำหรับหลาย ๆ คน ข้ามไปก็ได้นะครับ .. เพราะอาจไม่ต้องใช้ก็ได้
ตอน 3.1 : เขียน Module #5 : ศึกษาการอ่านข้อมูลจากตารางด้วย select
ตอน 3.2 : เขียน Module #6 : ศึกษาการเพิ่มข้อมูลด้วย insert
ตอน 3.3 : เขียน Module #7 : ศึกษาการลบข้อมูลด้วย delete
ตอน 3.4 : เขียน Module #8 : ศึกษาการแก้ไขข้อมูลด้วย update
ตอนที่ 4 : เรียนรู้ Form บันทึกข้อมูล และปุ่ม (อย่างง่ายตารางเดียว)
ตอน 4.1 : form เปิดตาราง #1 : นำตาราง table:catalog มาเปิดในฟอร์ม
ตอน 4.2 : form เปิดตาราง #2 : สร้างปุ่มประกอบฟอร์มข้างต้น เช่น first,previous,next,last,new เป็นต้น
ตอน 4.3 : form เปิดตาราง #3 : สร้างปุ่มเต็มจอ พร้อมตัวอย่างการปรับแต่งอย่างง่าย ด้วยสี่เหลี่ยมมีเงา
ตอนที่ 5 : ใช้ form ปรับปรุงข้อมูล (หัวข้อนี้ ท่านอาจประยุกต์ได้หลากหลาย)
ตอน 5.1 : เพิ่มข้อมูล ผ่าน form : ใช้วิธีเก็บข้อมูลใน text box แล้วถามยืนยัน ว่าแน่นอนหรือไม่
ตอน 5.2 : เพิ่มโดยใช้ temp file : เพิ่มข้อมูล เข้า catalogtmp เมื่อยืนยัน จึงจะส่งไปใน catalog 
ระบบ Access Control ถ้าแปลตรงตัวก็คือระบบควบคุมการเข้าถึง แต่ถ้าพูดภาษาที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็คือระบบควบคุมการผ่านเข้าหรือออก ในที่นี้เราจะใช้กับการผ่านเข้าออกประตูหรือการผ่านเข้าออกพื้นที่ ระบบ Access Control ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็ได้แก่ระบบ Key Card ซึ่งคำนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งระบบ Key Card สมัยก่อนๆ ใช้กุญแจที่ทำจากสแตนเลสต้องเสียบเข้าไปในช่องที่หน้าประตู พกใส่กระเป๋าสตางค์ไม่ได้
จนกระทั่งเทคโนโลยีเกี่ยวกับ RFID ได้เข้ามา ทำให้ระบบ Key Card เดิมได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น มีลักษณะเป็นบัตรเหมือนบัตร ATM แต่ไม่มีแถบแม่เหล็กหลังบัตร สามารถพกพาได้สะดวก บางแบบยังออกแบบเป็นพวงกุญแจขนาดเล็กเท่ากับสลักฝาเครื่องดื่มกระป๋อง การใช้งานก็เปลี่ยนไป ด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งใช้คลื่นวิทยุในการส่งสัญญาณรหัสบัตรไปยังเครื่องอ่านบัตร ทำให้ไม่ต้องมีการรูดหรือเสียบบัตรอีกต่อไป เพียงแต่นำบัตรไปวางในตำแหน่งด้านหน้าของเครื่องอ่านบัตร หากสักประมาณ 3-6 เซ็นติเมตร ประตูก็จะปลดล๊อค
เคยส่งสัยหรือไม่ว่าแล้วประตูปลดล๊อคได้ อย่างไร  หลักการทำงานก็ง่ายๆ ครับ เมื่อเรานำบัตรไปทาบหน้าเครื่องอ่านบัตร (Card Reader) เครื่องอ่านบัตรจะส่งสัญญาณวิทยุ ซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ ออกมาจากขดลวดซึ้่งทำหน้าที่เป็นสายอากาศ จากนั้นบัตร RFID ที่เรามักใช้สำหรับงาน Access Control ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้งานกันอยู่ใน 2 ย่านความถี่ได้แก่ 125 kHz (Proximity Card) และ 13.75 mHz (Mifare Card) ภายในจะมีขดลวดเล็กพันเป็นวงและเชื่องต่อเข้ากับ Chip ซึ่งถูกฝังอยู่ภายในตัวบัตร (RFID Card) เมื่อบัตรถูกนำไปใกล้รัศมีที่สามารถรับสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ จากเครื่องอ่านบัตร บัตรจะได้รับกระแสไฟฟ้านำเหนี่ยว ทำให้เกิดเป็นพลังงาน และส่งกลับข้อมูลออกไปยังเครื่องอ่านบัตร เครื่องอ่านบัตรก็จะทำการแปลรหัสที่ได้ออกมาและตรวจสอบ ว่ารหัสนี้มีสิทธิในการผ่านเข้าออกหรือไม่ ถ้ามีเครื่องอ่านบัตรก็จะทำการสั่งให้ชุด Relay ทำงานตัดต่อวงจรไฟฟ้าที่ไปเลี้ยงชุดกลอนล๊อค ทำให้ประตูถูกปลดล๊อคนั้นเอง
ปัจจุบันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี การตรวจสอบเอกลักษณ์ของบุคคลด้วยลายนิ้วมือ (Fingerprint) ทำให้เรายิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถใช้ลายนิ้วมือของเราแทนกุญแจ หรือบัตร ด้วยเครื่องสแกนลายนิ้วมือช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและมั่นใจได้ว่า โอกาสที่จะมีใครแอบอ้างก็จะหมดไป นอกจากนี้ก็ยังมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพเส้นเลือดดำ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับลายนิ้ว มือที่ลอกหรือบางมากๆ ได้







1 ความคิดเห็น: