บทความที่ได้รับความนิยม

วันพุธที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

ทานยังไงไม่ให้อ้วน


1.กินแล้วไม่อ้วนข้อที่หนึ่งคือ กินเยอะเท่าไหร่ก็ได้ แต่ต้องเท่าหรือไม่มากไปกว่าปริมาณพลังงาน
   ที่ต้องใช้ในแต่ละวัน เพราะถ้าน้อยเกินไปก็จะเป็นการขาดสารอาหารและพลังงาน หรือถ้ามากเกินไป
   ก็กลายเป็นของสะสมที่มีส่วนทำให้อ้วนได้
2.เลือกกินของที่มีไขมันไม่มากเกินไป หรือหลีกเลี่ยงการกินอาหารจำพวกคาร์โบไฮเดรต แป้ง
   น้ำตาล เมินผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ในมื้อค่ำไปได้เลย ในมื้ออื่นๆ เลือกกินได้แต่จำไว้ว่าต้องเลี่ยง พวกที่มีชีส
    มีเนยเยอะๆ อย่างจำพวก เค้ก พาย คุ้กกี้ โดนัท ฯลฯ เอาไว้บ้าง
3.กินผัก ผลไม้ ในเวลาว่างที่หิว แต่ก็ไม่ใช่ว่าผลไม้ทุกชนิดจะกินแล้วผอมนะ อย่างคนที่กำลังไดเอท
    แล้วไม่ค่อยจะกินอะไร ก็ควรเลี่ยงสัปปะรด เพราะการกินสัปปะรดในขณะที่ท้องว่างต่อกันนานๆ
    อาจมีผลทำให้กระเพาะเป็นแผลได้ ส่วนผลไม้อย่างพวกลำไย ทุเรียน ละมุด มะม่วง ลูกพลับ แคนตาลูป ฯลฯ
    เพราะหวานมากเกินไป หันมากินแอปเปิ้ล ฝรั่ง มะละกอ ส้ม แก้วมังกร ฯลฯ จะดีกว่า
4.และท้ายสุดสำหรับเกร็ดเล็กๆ น้อยๆ ก็คือ หันมาใส่ใจกับอาหารเช้าให้มากขึ้น เพราะอาหารเช้ามี
    ความสำคัญมาก ในการดำเนินชีวิตประจำวัน หันมาลดอาหารเย็น ย้ำว่าลด ไม่งด ลดจากอาหารมื้อโตๆ
    หนักๆ มาเป็นผลไม้ อย่างแอปเปิ้ล หรือกล้วยกับนมพร่องมันเนยสักแก้ว หรือนมถั่วเหลืองสักแก้ว
    ส่วนใครที่ไม่ชอบดื่มนมจะลองเปลี่ยนเป็น ผลไม้หรือผักปั่นไม่ทิ้งกาก ไม่ใส่น้ำตาล ดื่มแทนอาหารมื้อเย็น
    ไปเลยก็ดีค่ะ 

วันพุธที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2554

บล็อก

บล็อก (อังกฤษ: blog) หรือ เว็บล็อก (weblog) เป็นหน้าเว็บประเภทหนึ่ง ซึ่งคำว่า blog ย่อมาจากคำว่า weblog หรือ web log โดยคำว่า weblog นั้นมาจาก web (เวิลด์ไวด์เว็บ) และ log (ปูม, บันทึก) รวมกัน หมายถึง บันทึกบนเวิล์ดไวด์เว็บ นั่นเอง
ในปัจจุบันบล็อก ถูกใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการประกาศข่าวสาร การแสดงความคิดเห็น การเผยแพร่ผลงาน ฯลฯ และกำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยขณะนี้ได้มีผู้ให้บริการบล็อกมากมาย ทั้งแบบให้บริการฟรี และเสียค่าใช้จ่าย – Wikipedia
สรุปง่ายๆ Blog ก็คือ Website รูปแบบหนึ่ง ที่มีการจัดเรียง “เรื่อง” หรือ post เรียงลำดับ โดยเรื่องใหม่จะอยู่บนสุด ส่วนเรื่องเก่าสุดก็จะอยู่ด้านล่างสุด
Blog อาจจะพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นของ ไดอารี่ online ก็เป็นได้ โดย Blog จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไรก็ได้ ไม่จำกัด ซึ่ง ไดอารี่ ก็ถือว่าเป็น Blog ในรูปแบบหนึ่ง
Blog ส่วนใหญมักจะเขียนโดยคนเพียงคนเดียว แต่ก็มีไม่น้อยที่เขียนเป็นกลุ่ม โดยอาจจะมีเรื่องราวเฉพาะไปที่ๆเรื่องประเภทเดียว หรือบางทีก็หลากหลาย ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องราวที่เขียนขึ้นมานาน จะถูกเก็บรวบรวมเป็น Archives เก็บไว้ โดยมักจะแสดงผลเป็น link ในรูปแบบ วันเดือนปี เพื่อให้เราสามารถกดเข้าไปดูได้ ก็ไม่ต้องตกใจว่าที่หน้าแรกของ Blog บางทีก็มีเรื่องแสดงแค่ 10 เรื่องก็หมดแล้ว เพราะบางทีใน Archives อาจมีเรื่องอยู่ในนั้นอีกเป็นร้อยๆ โดยที่เราต้องเข้าไปดู
Blog มักจะมาคู่กับระบบ Comment ที่เปิดโอกาสให้คนอ่าน สามารถ Comment ข้อความต่อท้ายในเรื่องที่เรา post ได้ คล้ายๆรูปแบบของ Webboard ไม่ว่าจะเป็นติชม แสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม หรือบอกแหล่งข้อมูลใหม่ๆ หรืออาจจะแค่ทักทายเจ้าของ ฺBlog ก็เป็นได้ ถ้าคุณลองเลื่อนไปดูด้านล่างของเรื่องนี้ จะพบช่องให้กรอก Comment ทิ้งข้อความไว้ให้ผมได้ :D
Blog อาจจะมีบริการทั้งเสียเงิน และไม่เสียเงิน ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการให้บริการ ซึ่งมักจะติดตั้ง Tool ให้เราสามารถใช้งานได้ง่ายๆ โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านคอมพิวเตอร์มากมายนัก
โดยส่วนใหญ่แล้ว Blog หลายๆที่มักจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์และลึก เนื่องจากเจ้าของ Blog มักจะนำข้อมูลที่ตัวเองรู้ หรือประสบการณ์มาถ่ายทอด โดยค่อนข้างเป็นกันเอง
แต่ในปัจจุบัน บริษัทใหญ่ๆ ก็หันมามี Blog เป็นของตัวเองกันมาก ไม่ว่าจะเป็น Google , Yahoo เพราะ Blog สามารถทำตัวเป็น PR ให้กับบริษัทได้ โดยสร้างความรู้สึกเป็นกันเอง ไม่มีพิธีอะไรมาก สามารถสื่อสารกับลูกค้าได้โดยตรง โดยไม่ต้องเป็นทางการมากนัก และลูกค้าก็ชอบที่จะติดต่อสื่อสารผ่านทาง Blog ด้วย

วิทยาศาสตร์น่าสน

วันนี้มีเรื่องน่ารู้ทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อว่าพวกเราไม่รู้มาก่อน มา post ให้อ่านกัน 20 หัวข้อ บางเรื่องเป็นเรื่องที่นึกไม่ถึงมาก่อน ข้อมูลทั้งหมดมาจาก listverse  เริ่มเลย
  1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก 2. The Great Barrier Reef (แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกบริเวณออสเตรเลีย) เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดในโลกมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร 3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง 4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน 5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก 6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่ึงดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน 7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง 8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแสงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า 9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย  10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์ 11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทัี่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต 12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร  13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต 14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน 15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน 16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี  17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์  18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน 19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน 20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลังของมัน โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้มันรู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่

บทเรียน access



ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) คือ โปรแกรมเพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูล มีตารางเก็บข้อมูลและสร้างแบบสอบถามได้ง่าย มีวัตถุคอนโทลให้เรียกใช้ในรายงานและฟอร์ม สร้างมาโครและโมดูลด้วยภาษาเบสิก เพื่อประมวลผลตามหลักภาษาโครงสร้าง สามารถใช้โปรแกรมนี้เป็นเพียงระบบฐานข้อมูลให้โปรแกรมจากภายนอกเรียกใช้ก็ ได้
ไมโครซอฟท์แอคเซส (Microsoft Access) ต่างกับ วิชวลเบสิก (Visual Basic) หรือ
วิชวลเบสิกดอทเน็ต (Visual Basic .Net) เพราะ วิชวลเบสิกไม่มีส่วนเก็บข้อมูลในตนเอง แต่สามารถพัฒนาโปรแกรมได้หลากหลาย เช่น พัฒนาโปรแกรมควบคุมอุปกรณ์ โปรแกรมประยุกต์ทางวิทยาศาสตร์ เกมส์ หรือเชื่อมต่อกับระบบฐานข้อมูลภายนอก เป็นภาษาที่เหมาะกับการพัฒนาโปรแกรมประยุกต์ (Application) ส่วนไมโครซอฟท์แอคเซสเหมาะสำหรับนักพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่ไม่ต้องการโปรแกรม ที่ซับซ้อน ความสามารถของโปรแกรมที่สำคัญคือสร้างตาราง แบบสอบถาม ฟอร์ม หรือรายงานในแฟ้มเดียวกันได้ ด้วยคุณสมบัติพื้นฐานและวิซซาร์ดจึงอำนวยให้พัฒนาโปรแกรมให้แล้วเสร็จได้ใน เวลาอันสั้น มีเครื่องมือที่อำนวยความสะดวกในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลอย่างครบถ้วน 




ตอนที่ 1 : หัดสร้างตาราง และใช้งาน
ตอน 1.1 : 2 table อย่างง่าย : เพราะจุดเริ่มต้นของ Access คือการเก็บข้อมูล
ตอน 1.2 : 2 query อย่างง่าย : เรื่องนี้จะช่วยให้การเรียกข้อมูลง่ายดังใจนึก
ตอน 1.3 : สร้าง เพิ่มอีก 6 table : เพื่อฝึกฝน และย้ำความเป็นระบบฐานข้อมูลให้ชัดเจนขึ้น
ตอนที่ 2 : เริ่มโปรแกรมเบื้องต้น
ตอน 2.1 : เขียน Module #1 : ใช้ประสบการณ์เดิมศึกษาการคำนวณตามทฤษฎีของการโปรแกรมโครงสร้าง
ตอน 2.2 : เขียน Module #2 : ศึกษาการใช้ ฟังก์ชันพิเศษอื่น ร่วมในการเขียนโปรแกรม
ตอน 2.3 : เขียน Module #3 : ศึกษาการทำซ้ำซ้อนกัน .. อาจยากที่สุด แต่บริษัทต่าง ๆ ชอบใช้วัดคนเข้าทำงาน
ตอน 2.4 : เขียน Module #4 : ศึกษาวิธีการเลือกข้อมูลมาใช้ด้วย if หรือ select
ตอน 2.5 : เขียน Module #9 : หาอายุ และเปลี่ยนปีไทย เป็นฝรั่ง (ศึกษาจากกรณีของชุติกร)
ตอนที่ 3 : เรียนรู้ sql เพื่อจะได้ประยุกต์ใช้ต่อไป
:: หัวข้อนี้อาจลึกไปสำหรับหลาย ๆ คน ข้ามไปก็ได้นะครับ .. เพราะอาจไม่ต้องใช้ก็ได้
ตอน 3.1 : เขียน Module #5 : ศึกษาการอ่านข้อมูลจากตารางด้วย select
ตอน 3.2 : เขียน Module #6 : ศึกษาการเพิ่มข้อมูลด้วย insert
ตอน 3.3 : เขียน Module #7 : ศึกษาการลบข้อมูลด้วย delete
ตอน 3.4 : เขียน Module #8 : ศึกษาการแก้ไขข้อมูลด้วย update
ตอนที่ 4 : เรียนรู้ Form บันทึกข้อมูล และปุ่ม (อย่างง่ายตารางเดียว)
ตอน 4.1 : form เปิดตาราง #1 : นำตาราง table:catalog มาเปิดในฟอร์ม
ตอน 4.2 : form เปิดตาราง #2 : สร้างปุ่มประกอบฟอร์มข้างต้น เช่น first,previous,next,last,new เป็นต้น
ตอน 4.3 : form เปิดตาราง #3 : สร้างปุ่มเต็มจอ พร้อมตัวอย่างการปรับแต่งอย่างง่าย ด้วยสี่เหลี่ยมมีเงา
ตอนที่ 5 : ใช้ form ปรับปรุงข้อมูล (หัวข้อนี้ ท่านอาจประยุกต์ได้หลากหลาย)
ตอน 5.1 : เพิ่มข้อมูล ผ่าน form : ใช้วิธีเก็บข้อมูลใน text box แล้วถามยืนยัน ว่าแน่นอนหรือไม่
ตอน 5.2 : เพิ่มโดยใช้ temp file : เพิ่มข้อมูล เข้า catalogtmp เมื่อยืนยัน จึงจะส่งไปใน catalog 
ระบบ Access Control ถ้าแปลตรงตัวก็คือระบบควบคุมการเข้าถึง แต่ถ้าพูดภาษาที่เข้าใจได้ง่ายขึ้น ก็คือระบบควบคุมการผ่านเข้าหรือออก ในที่นี้เราจะใช้กับการผ่านเข้าออกประตูหรือการผ่านเข้าออกพื้นที่ ระบบ Access Control ที่เราคุ้นเคยกันดี ก็ได้แก่ระบบ Key Card ซึ่งคำนี้เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ซึ่งระบบ Key Card สมัยก่อนๆ ใช้กุญแจที่ทำจากสแตนเลสต้องเสียบเข้าไปในช่องที่หน้าประตู พกใส่กระเป๋าสตางค์ไม่ได้
จนกระทั่งเทคโนโลยีเกี่ยวกับ RFID ได้เข้ามา ทำให้ระบบ Key Card เดิมได้ถูกพัฒนาให้มีความทันสมัยยิ่งขึ้น มีลักษณะเป็นบัตรเหมือนบัตร ATM แต่ไม่มีแถบแม่เหล็กหลังบัตร สามารถพกพาได้สะดวก บางแบบยังออกแบบเป็นพวงกุญแจขนาดเล็กเท่ากับสลักฝาเครื่องดื่มกระป๋อง การใช้งานก็เปลี่ยนไป ด้วยเทคโนโลยี RFID ซึ่งใช้คลื่นวิทยุในการส่งสัญญาณรหัสบัตรไปยังเครื่องอ่านบัตร ทำให้ไม่ต้องมีการรูดหรือเสียบบัตรอีกต่อไป เพียงแต่นำบัตรไปวางในตำแหน่งด้านหน้าของเครื่องอ่านบัตร หากสักประมาณ 3-6 เซ็นติเมตร ประตูก็จะปลดล๊อค
เคยส่งสัยหรือไม่ว่าแล้วประตูปลดล๊อคได้ อย่างไร  หลักการทำงานก็ง่ายๆ ครับ เมื่อเรานำบัตรไปทาบหน้าเครื่องอ่านบัตร (Card Reader) เครื่องอ่านบัตรจะส่งสัญญาณวิทยุ ซึ่งเป็นสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ ออกมาจากขดลวดซึ้่งทำหน้าที่เป็นสายอากาศ จากนั้นบัตร RFID ที่เรามักใช้สำหรับงาน Access Control ซึ่งส่วนใหญ่มีการใช้งานกันอยู่ใน 2 ย่านความถี่ได้แก่ 125 kHz (Proximity Card) และ 13.75 mHz (Mifare Card) ภายในจะมีขดลวดเล็กพันเป็นวงและเชื่องต่อเข้ากับ Chip ซึ่งถูกฝังอยู่ภายในตัวบัตร (RFID Card) เมื่อบัตรถูกนำไปใกล้รัศมีที่สามารถรับสัญญาณไฟฟ้าอ่อนๆ จากเครื่องอ่านบัตร บัตรจะได้รับกระแสไฟฟ้านำเหนี่ยว ทำให้เกิดเป็นพลังงาน และส่งกลับข้อมูลออกไปยังเครื่องอ่านบัตร เครื่องอ่านบัตรก็จะทำการแปลรหัสที่ได้ออกมาและตรวจสอบ ว่ารหัสนี้มีสิทธิในการผ่านเข้าออกหรือไม่ ถ้ามีเครื่องอ่านบัตรก็จะทำการสั่งให้ชุด Relay ทำงานตัดต่อวงจรไฟฟ้าที่ไปเลี้ยงชุดกลอนล๊อค ทำให้ประตูถูกปลดล๊อคนั้นเอง
ปัจจุบันด้วยการพัฒนาเทคโนโลยี การตรวจสอบเอกลักษณ์ของบุคคลด้วยลายนิ้วมือ (Fingerprint) ทำให้เรายิ่งสะดวกมากยิ่งขึ้น เพราะสามารถใช้ลายนิ้วมือของเราแทนกุญแจ หรือบัตร ด้วยเครื่องสแกนลายนิ้วมือช่วยเพิ่มความปลอดภัยมากยิ่งขึ้นและมั่นใจได้ว่า โอกาสที่จะมีใครแอบอ้างก็จะหมดไป นอกจากนี้ก็ยังมีเทคโนโลยีการถ่ายภาพเส้นเลือดดำ ซึ่งกำลังมาแรงเพราะสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับลายนิ้ว มือที่ลอกหรือบางมากๆ ได้







วันพุธที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

Excel น่ารู้




ความหมายของ Microsoft Excel
โปรแกรม Microsoft Excel เป็นโปรแกรมประเภท Spreadsheet ซึ่งออกแบบมาสำหรับการ
บันทึก วิเคราะห์ และนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับตัวเลข ที่ถูกพัฒนาขึ้นมา โดยบริษัท Microsoft ทำงานบน Windows
มีผู้นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย สามารถที่จะทำงานได้หลายอย่าง เช่น งานด้านการคำนวณ การสร้างกราฟ แผนภูมิ
รูปภาพ และด้านฐานข้อมูล เป็นต้น

1. ความสามารถด้านการคำนวณ Excel สามารถป้อนสูตรการคำนวณทางคณิตศาสตร์ เช่น บวก ลบ คูณ หาร เป็นต้น
2. ความสามารถด้านใช้ฟังก์ชั่น เช่นฟังก์ชั่นเกี่ยวกับตัวอักษร ตัวเลข วันที่ ฟังก์ชั่นเกี่ยวกับการเงิน
หรือเกี่ยวกับการตัดสินใจ
3. ความสามารถในการสร้างกราฟ Excel สามารถนำข้อมูลที่ป้อนลงในตารางมาสร้างเป็นการาฟได้ทันที
4. ความสามารถในการตกแต่งตารางข้อมูล Excel สามารถตกแต่งตารางข้อมูลหรือกราฟ ข้อมูลด้วยภาพ
สี และรูปแบบตัวอักษรต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสวยงามและทำให้แยกแยะข้อมูลได้ง่ายขึ้น
5. ความสามารถในการเรียงลำดับข้อมูล Excel สามารถคัดเลือกเฉพาะข้อมูลที่ต้องการมาวิเคราะห์ได้
6. ความสามารถในการพิมพ์งานออกทางเครื่องพิมพ์ Excel สามารถพิมพ์งานทั้งข้อมูลและรูุูปภาพ หรือ
กราฟออกทางเครื่องพิมพ์ได้ทันที ซึ่งทำให้ง่ายต่อการสร้างรายงาน
7. ความสามารถในการแปลงข้อมูลในตารางให้เป็นเว็บเพจ เพื่อนำไปแสดงในโฮมเพจ

ส่วนประกอบของ Microsoft Excel
ปกติการเรียกใช้งาน Excel เปิดแฟ้มคือสมุดงานขึ้นมาซึ่งสมุดงานจะประกอบด้วยแผ่นงาน หลาย ๆแผ่น
รวมกัน ซึ่งในไฟล์ของสมุดงานแต่ละไฟล์จะมีแผ่นงานได้สูงสุด 255 แผ่นโดยการแทรกแผ่นงาน การแทรกแผ่นงาน
คลิกที่คำสั่ง แทรก(Insert) > แผ่นงาน(Work sheet) หรือคลิกที่ชื่อแผ่นงาน(work sheet) แล้วคลิกขวา > คลิกแทรก
โครงสร้างของแผ่นงาน (Work Sheet) จะมีลักษณะเป็นตารางขนาดใหญ่ โดยมีการแบ่งพื้นที่ทางแนวนอนออเป็น
ส่วน ๆ เรียกว่า แถว (Row) จะใช้ตัวเลขเป็นตัวระบุตำแหน่งขอแถว เริ่มต้นที่ 1 และสิ้นสุดที่ 65,536 (ถ้าเป็นExcel
97 จะได้16,384) และแบ่งพื้นที่ทางแนวตั้งออกเป็นส่วน ๆ เรียกว่า สดมภ์Column) จะมีทั้งหมด 256 สดมภ์ โดยจะ
ใช้ตัวอักษรภาษาอังกฤษเป็นตัวระบุตำแหน่งเริ่มจาก A - IV สดมน์และแถวมาตัดกันเป็นช่องเล็ก ๆ เรียกว่า เซลล์
(Cell)ซึ่งมีจำนวนเซลล์เท่ากับจำนวนแถวคูณด้วยจำนวนสดมภ์ และมีชื่อเรียกตามชื่อคอลัมน์ตามด้วยชื่อแถว เช่น
A1หมายถึงอยู่ที่คอลัมน์ A แถวที่ 1 เมื่อเข้าโปรแกรมได้แล้ว